วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

๓๙ วิธีประกอบประโยค

๑๐ วิธีประกอบประโยค
         เมื่อนำองค์ประกอบทั้งหมดดังที่กล่าวมานั้น มาปรุงรวมเข้าแล้วย่อมเป็นกริยาอาขยาตบท โดยแบ่งออกตามลักษณะที่คุมส่วนประกอบต่าง ๆ เข้าเป็นประโยค ดังนี้

         ๑. วาจกต่าง ๆ มีกัตตุวาจกเป็นต้น
         ๒. ประโยคในกาลทั้งสามมีปัจจุบันกาลเป็นต้น
         ๓. บ่งถึงประธานในประโยคว่าเป็น ปฐมบุรุษ เอกวจนะ เป็นต้น.
         เมื่อได้กริยาบทที่บ่งถึงลักษณะต่าง ๆ ของประโยคดังนี้แล้ว ก็จะขาดบทประธานเสียมิได้ เพราะประโยคย่อมประกอบด้วยภาคประธาน คือ นามบท และภาคแสดง คือ กริยาบท. ด้วยเหตุนี้ มาถึงเวลาเพื่อเรียนรู้ถึงการประกอบกันเข้าเป็นประโยคแล้ว.
         ในประโยคต่าง ๆ ที่แบ่งออกโดยอาขยาตบทนั้น จะกล่าวถึงประโยคที่เป็นกัตตุวาจก ปัจจุบันกาล ปฐมบุรุษเสียก่อน.

๑. โครงสร้างของประโยคกัตตุวาจก ปัจจุบันกาล ปฐมบุรุษ
            ประโยคโดยทั่วไปจะมีส่วนประกอบและวิธีการประกอบบท ดังนี้ คือ บทประธาน และบทกริยา โดยที่บทประธานย่อมอยู่อันดับแรก และบทกริยาจะอยู่เป็นลำดับสุดท้ายของประโยค. ดังที่กล่าวกันว่า ประธานอยู่หน้า กริยาอยู่หลัง.
         สำหรับประโยคกัตตุวาจก ก็คงเป็นไปตามกฏเกณฑ์นี้ และถ้าในกรณีที่มีบทอื่นมาเกี่ยวเนื่องโดยเป็นบทขยาย ก็จะเรียงบทนั้นไว้หน้าบทประธานและบทกริยา ดังนั้นจะสรุปเป็นแผนภาพได้ดังต่อไปนี้
         บทขยายประธาน (ถ้ามี) + บทประธาน + บทขยายกริยา (ถ้ามี) + บทกริยา
         เช่น มหนฺโต ปุริโส โอทนํ ปจติ
                 ๑       ๒    ๓     ๔
         จะเห็นได้ว่า บทว่า ปุริโส อ.บุรุษ จะเป็นบทประธานของประโยคนี้ เพราะเป็นคำนามที่ประกอบปฐมาวิภัตติ เรียงไว้เป็นลำดับแรก แต่ปรากฏเป็นลำดับที่ ๒ เนื่องจากว่า มีบทขยายประธาน คือ บทว่า มหนฺโต แปลว่า ผู้ใหญ่ ชนิดที่เป็นคุณนามวิเสสนบท จึงประกอบด้วยลิงค์ วจนะ วิภัตติเดียวกับ ปุริโส ซึ่งเป็นบทประธาน. ต่อมาจะพบบทกริยาว่า  ปจติ ย่อมหุง จะอยู่เป็นลำดับสุดท้ายของประโยค และในกรณีที่มีบทขยายกริยา ก็จะวางไว้ข้างหน้าบทกริยา ในประโยคนี้มีบทว่า โอทนํ แปลว่า ซึ่งข้าวสุก เป็นบทที่ช่วยทำให้กริยาเด่นชัดขึ้นโดยเป็นสิ่งที่ถูกกระทำแห่งกริยาว่า หุง นั่นเอง.
         แต่ในเวลาที่จะแปลประโยคภาษาบาลีเป็นภาษาไทย โดยพื้นฐานแล้วให้แปลบทประธานเสียก่อน แล้วจึงแปลบทที่เนื่องด้วยประธาน เมื่อแปลภาคประธานไปจนครบแล้ว ก็ให้แปลภาคกริยา โดยแปลบทกริยาก่อนแล้วจึงแปลบทที่เนื่องด้วยกริยาเป็นลำดับไป.
         ดังนั้นในตัวอย่างนี้จึงต้องแปลบทประธานก่อนว่า ปุริโส อ. บุรุษ แล้วจึงแปลบทที่เนื่องด้วยประธาน ในที่นี้ได้แก่ มหนฺโต ใหญ่ โดยไม่ต้องออกคำแปลของอายตนิบาต แม้จะมีวิภัตติและวจนะเดียวกับบทประธาน โดยให้แปลว่า ผู้ เพิ่มขึ้นมาเท่านั้น จึงได้คำแปลว่า ผู้ใหญ่. ต่อมาให้แปลบทว่า ปจติ ย่อมหุง ซึ่งเป็นบทกริยาเป็นลำดับต่อมา. ถ้าไม่มีบทขยายกริยา ก็เป็นจบประโยคเพียงเท่านี้ . แต่ในประโยคนี้มีบทขยายกริยา คือ โอทนํ ซึ่งข้าวสุก จึงให้แปลบทนี้หลังจากบทกริยานั่นเอง. สรุปว่า ให้แปลตามแผนผังดังนี้
         บทประธาน + บทขยายประธาน (ถ้ามี) + บทกริยา + บทขยายกริยา (ถ้ามี)
         ดังนั้น ประโยคนี้ ได้คำแปลดังนี้คือ
         มหนฺโต ปุริโส โอทนํ ปจติ
                ๒      ๑      ๔    ๓
            อ.บุรุษ ผู้ใหญ่ ย่อมหุง ซึ่งข้าวสุก.
         อนึ่ง บทประธานและบทขยายประธานประกอบขึ้นมาจากองค์ประกอบใดบ้างนั้น เราได้ศึกษากันมาแล้ว แต่บทกริยาและบทขยายกริยายังไม่ได้ศึกษาการประกอบรูปขึ้น ดังนั้นในบทนี้เราจะได้เรียนรู้ถึงการประกอบบทกริยาขึ้นใช้เป็นลำดับแรกก่อน. ส่วนบทขยายกริยาจะได้เรียนรู้ในลำดับถัดไป.

๒. การประกอบบทกริยาเป็นกัตตุวาจก ปัจจุบันกาล ปฐมบุรุษ
            ก่อนอื่น ควรจะทบทวนองค์ที่จะประกอบเป็นกัตตุวาจกเป็นต้นก่อน
         กัตตุวาจก ได้แก่ อาขยาตที่กล่าวผู้กระทำเป็นประธาน สิ่งที่จะสื่อถึงความเป็นกัตตุวาจกได้นั่นก็คือ ปัจจัยนั่นเอง
         ปัจจุบันกาล ได้แก่ ช่วงเวลาที่กริยาบทนี้กำลังเกิดขึ้น จะใช้วิภัตติหมวดวัตตมานา เป็นเครื่องกำหนดปัจจุบันกาล
         ปฐมบุรุษ ได้แก่ ประธานที่เป็นเจ้าของกริยาอาขยาตซึ่งเป็นผู้ที่ถูกกล่าวถึง ในที่นี้ได้แก่ คำนามทั่วไปนั่นเอง ที่ไม่ใช้ ตุมฺห (ท่าน) และ อมฺห (เรา) จะใช้วิภัตติฝ่ายที่เป็นปฐมบุรุษ เป็นเครื่องบอก
         ส่วนองค์ประกอบที่เหลือ คือ วจนะ ก็แล้วแต่ว่า บทประธานจะเป็นฝ่ายใด คือ ถ้าเป็นเอกวจนะ ก็จะใช้วิภัตติฝ่ายเอกวจนะ เป็นต้น
         บท โดยหลักไวยากรณ์แล้ว ถ้าเป็นกัตตุวาจกให้ใช้วิภัตติฝ่ายปรัสสบท ถ้าเป็นกัมมวาจก ก็จะใช้ฝ่ายอัตตโนบท ในที่นี้ให้ใช้ฝ่ายปรัสสบทเพื่อแสดงความเป็นกัตตุวาจก.
         ธาตุ นับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นเนื้อความสำคัญของบทกริยานั่นเอง เพราะฉะนั้น การจะประกอบบทกริยาอาขยาตนั้น ให้เริ่มนำธาตุที่มีเนื้อความตรงกับสิ่งที่จะแสดง มาเป็นตัวตั้งก่อนแล้วให้นำองค์ประกอบที่เหลือมาประกอบเข้า.
         ข้อสำคัญที่ต้องกำหนด
         บทประธานและบทกริยาอาขยาตนั้น มีความสัมพันธ์ตรงกันเสมอในเรื่องดังนี้
         ๑. ถ้าบทประธานเป็นเอกวจนะ บทกริยาต้องเป็นฝ่ายเอกวจนะ และถ้าเป็นฝ่าย พหุวจนะ บทกริยาต้องเป็นฝ่ายพหุวจนะ
         ๒. ถ้าบทกริยาเป็นบุรุษใด บทประธานต้องเป็นบุรุษนั้น เช่น บทกริยาเป็นปฐมบุรุษ บทประธานต้องใช้คำนามทั่วไป บทกริยาเป็นมัชฌิมบุรุษ บทประธานต้องเป็น ตุมฺห ศัพท์ที่เป็นปฐมาวิภัตติ บทกริยาเป็นอุตตมบุรุษ บทประธานต้องเป็น อมฺห ศัพท์ที่เป็นปฐมาวิภัตติเท่านั้น ทั้งนี้วจนะก็ต้องสอดคล้องกันโดยนัยของข้อ ๑
         กฏเกณฑ์ ๒ ข้อนี้ จงจำให้แม่นยำ ห้ามสลับกันเป็นอันขาด จะให้อภัยมิได้เลย สำหรับข้อบกพร่องเช่นนี้ เพราะถือเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง ที่ทำให้เนื้อความในประโยคผิดไป.
         ส่วนกฏเกณฑ์ข้ออื่น เช่น การลงปัจจัยประจำวาจกก็มีความสำคัญอยู่เช่นกัน แต่ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับที่กล่าวมา เพราะ เมื่อมาถึงในภาษาไทยแล้ว ในแต่ละวาจก ยังสามารถใช้สลับกันได้. แต่หากประกอบในภาษาบาลีผิด นักปราชญ์อาจแย้มสรวลได้.
         เมื่อได้ทราบหลักการดังนี้แล้วให้นำองค์ประกอบทั้ง ๘ มาประกอบดังนี้
         ธาตุ + ปัจจัย (ที่รวมถึงวาจกด้วย) + วิภัตติ  (ที่รวมไปอีก ๔ องค์)
อุทาหรณ์ ถ้าต้องการกริยาอาขยาตที่แปลว่า ปจติ ย่อมหุง จะต้องทำตามขั้นตอนดังนี้
         ๑ ตั้ง ปจ ธาตุ ที่มีความหมายว่า หุง
         ๒. ประกอบปัจจัยที่สื่อถึงกัตตุวาจก ในที่นี้ได้แก่ วิกรณปัจจัยประจำหมวดธาตุนั่นเอง.   ในที่นี้ ปจ ธาตุ อยู่ในหมวดภูวาทิคณธาตุ ที่กำหนดให้ลง อ ปัจจัย ดังนั้น ปัจจัยที่จะต้องใช้ คือ อ ปัจจัย
         ๓. วิภัตติที่ประกอบต้องเป็น ติ วัตตมานาวิภัตติ เพื่อแสดงความเป็นปัจจุบันนกาลเอกวจนะ และกัตตุวาจก
         นำองค์ทั้ง ๓ เข้าประกอบ มีวิธีการดังนี้
         ๑. ธาตุที่มีหลายเสียง (อเนกัสสรธาตุ) ให้ลบสระท้ายธาตุไปเสีย ดังนั้น ปจ เมื่อลบสระท้ายธาตุแล้ว ก็จะได้รูปเป็น ปจฺ (โปรดสังเกตว่า มีจุดบอดใต้ จ เพื่อแสดงความไม่มีสระ) วิธีการเช่นนี้จะเป็นหลักการแน่นอนสำหรับธาตุที่มีหลายเสียง.
         ๒. นำ อ ปัจจัยเข้าประกอบ ปจฺ เป็น ปจ
         ๓. นำ ติ วิภัตติมาประกอบ ได้เป็น ปจติ
         ดังนั้น เมื่อพบเห็นบทว่า ปจติ เราจะสามารถบอกได้ว่า มาจาก ปจ ธาตุที่มีความหมายว่า หุง, ต้ม คือ ทำให้สุก เป็นกัตตุวาจก เพราะประกอบด้วย ปัจจัย และวิภัตติฝ่ายปรัสสบท และเป็นปัจจุบันนกาล ปฐมบุรุษ เอกวจนะ เพราะประกอบด้วย ติ วัตตมานาวิภัตติ และมีคำแปลว่า ย่อมหุง ดังนั้น บทประธานต้องเป็นคำนามที่เป็นปฐมาวิภัตติ เอกวจนะ เช่น ปุริโส อ. บุรุษ ดังนี้.
         แต่ถ้าประสงค์จะให้เป็นกริยาอาขยาตสำหรับกล่าวถึงประธานที่จำนวนหลายสิ่ง ก็ให้ประกอบกับ อนฺติ วิภัตติ ฝ่ายพหุวจนะ จะได้รูปกริยาอาขยาตเป็น ปจนฺติ ก็จะมีวิธีการเหมือนกับฝ่ายเอกวจนะ จะต่างกันตรงวิภัตติฝ่ายพหุวจนะเท่านั้น ดังนี้
         หลังจากทำขั้นตอนที่ ๑ และ ๒  ได้รูปเป็น ปจ แล้ว ให้นำประกอบกับ อนฺติ วิภัตติ ดังนี้ คือ ให้ ลบ อ ปัจจัยที่เคยอยู่ ปจ ออกอีกครั้งหนึ่ง จะได้รูปเป็น ปจฺ อีก แล้วนำประกอบกับ อนฺติ จึงสำเร็จรูปเป็น ปจนฺติ.
         ดังนั้น เมื่อพบรูปว่า ปจนฺติ เราสามารถบอกได้ว่า มาจาก ปจ ธาตุ และมีคำแปลเป็นต้นโดยนัยเดียวกับ ปจติ แต่มีบทประธานที่เป็นคำนามฝ่ายพหุวจนะ ปฐมาวิภัตติ เช่น ปุริสา อ.บุรุษ ท. ดังนี้
         ถ้าจะกล่าวอย่างง่าย ๆ รวบรัดไม่ต้องทำตามวิธีการของไวยากรณ์ จะแสดงอย่างนี้ คือ ปจ + อ + ติ เป็น ปจติ, ปจ + อ + อนฺติ เป็น ปจนฺติ ก็ได้.
- ลองประกอบกับธาตุตัวอื่น ๆ ดู
            เมื่อได้แนวทางเบื้องต้นแล้ว เราลองนำธาตุต่าง ๆ มาลองประกอบใช้กันดู ในที่นี้จะนำหมวดภูวาทิคณธาตุมาให้รู้จักเป็นบางส่วนเพื่อประกอบใช้ตามควร

ธาตุ
เป็น[1]
แปล
สำเร็จรูป
ธาตุ
เป็น
แปล
สำเร็จรูป
ภู
ภว
มี, เป็น
ภวติ
มร

ตาย
มรติ
คมุ
คจฺฉ
ไป
คจฺฉติ
ทิส
ทิสฺส
แลดู
ทิสฺสติ
อิสุ
อิจฺฉ
ประสงค์
อิจฺฉติ
สท
นิ +
หยุดไป
นิสีทติ
ลภ

ได้
ลภติ
ยช

บูชา
ยชติ
วจ
วท
กล่าว
วทติ
กมุ

ก้าวไป
กมติ
วส

อยู่
วสติ
ตุท

แทง
ตุทติ
รุท
โรท
ร้องไห้
โรทติ
วิส
ป +
เข้าไป
ปวิสติ
ชร
ชีร
แก่
ชีรติ
ทิส
เท
แสดง
เทเสติ
ผุส

กระทบ
ผุสติ
ลิข

เขียน
ลิขติ
หุ
โห
มี
โหติ
สิ
เส
นอน
เสติ
นี
เน
นำไป
เนติ
ฐา
ติ+ฐ
ตั้งอยู่
ติฏฺฐติ
-แต่งประโยคโดยนำประกอบกับบทประธานและบทขยายประธาน
         เมื่อได้ธาตุที่ปรุงสำเร็จเป็นอาขยาตบทแล้ว ก็สามารถประกอบเป็นประโยคสั้น ๆ ที่ประกอบด้วยบทประธานและบทขยายประธาน.
         ก่อนที่จะนำธาตุมาประกอบเป็นกริยาบท ให้สังเกตความหมายของธาตุให้ดีเสียก่อนว่า เป็นธาตุหมวดใดในบรรดาหมวดอกัมมธาตุและสกัมมธาตุ. ถ้าธาตุใดเป็นอกัมมธาตุ คือ ไม่ต้องมีบทกรรมมาประกอบก็ได้ความหมายชัดเจน เวลานำประกอบประโยค ก็ไม่ต้องเติมบทขยายกริยาที่เป็นบทกรรม แต่ถ้าเป็นสกัมมธาตุ คือต้องมีบทกรรมมาประกอบจึงจะได้ใจความ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็ต้องนำนามบทที่ประกอบด้วยทุติยาวิภัตติ ที่มีความหมายเป็นกรรม หรือที่แปลว่า ซึ่ง, สู่ มาประกอบด้วย.ในที่นี้จะยังไม่กล่าวถึงบทกรรมอันเป็นบทขยายกริยาเหล่านั้น จะขอยกไปกล่าวในคราวที่จะกล่าวถึงบทขยายกริยาเสียทีเดียว.
         เมื่อได้บทกริยาแล้ว ลองนำบทประธานและบทขยายประธานตามนัยที่กล่าวแล้วในตอนก่อน มาประกอบ โดยเลือกธาตุที่เป็นอกัมมธาตุมาใช้ ดังต่อไปนี้.    
           
        
ประโยคบาลี
แปลเป็นไทย
บทขยาย
ประธาน
กริยา
ประธาน
บทขยาย
กริยา
มหนฺตา
ปุริสา
นิสีทนฺติ
อ.บุรุษ ท.
ผู้ใหญ่
ย่อมนั่ง
สาวกานํ
สงฺโฆ
ติฏฺฐนฺติ
อ.หมู่
แห่งสาวก ท.
ย่อมหยุด
คามสฺมึ
วิหาโร
โหติ
อ. วัด
ใกล้บ้าน
ย่อมมี
เสตา
อสฺสา
มรนฺติ
อ. ม้า ท.
สีขาว
ย่อมตาย
อาจริยสฺส
โสโณ
สยติ
อ. สุนัข
ของอาจารย์
ย่อมนอน
วิชฺชาลเย
กุมารา
โรทนฺติ
อ.เด็ก ท.
ที่โรงเรียน
ย่อมร้องไห้


*******



[1] การแปลงรูปของธาตุเป็นอย่างต่าง ๆ นี้ แสดงโดยง่าย ๆ และรวบรัด เพราะมีนัยที่พิสดารมาก ให้ไปค้นคว้าในหนังสือคู่มือและแบบเรียนต่าง ๆ ที่แสดงถึงการสำเร็จรูปนั้นได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น