วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

๓๒ องค์ประกอบของอาขยาต - ธาตุ

ความหมายและหน้าที่ขององค์ประกอบ
๑.  ธาตุ
         คำศัพท์ที่เป็นราก  คือ เป็นต้นเดิมสำหรับให้วิภัตติและปัจจัยเข้าประกอบ เรียกว่า ธาตุ  เพราะทรงไว้ซึ่งกิริยา อันเป็นเนื้อความของตน จะแยกหรือกระจายออกไปอีกไม่ได้  เนื้อความของตนมีอยู่อย่างไรก็คงอยู่อย่างนั้น  ไม่เปลี่ยนแปลงอีก. มีคำจำกัดความย่อๆ ว่า กฺริยํ ธาเรนฺตีติ ธาตโว ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งกิริยาของตน.

๓๑ อาขยาต

๙ อาขยาต
         บทที่กล่าวกิริยา ชื่อว่า อาขยาตบท หมายความว่า เป็นบทที่บอกอาการซึ่งคำนามแสดงออกมา เช่น ยืน, เดิน, เป็นต้น พร้อมทั้งสภาพของบทประธาน[1]และช่วงเวลาแห่งกริยาบทที่เกิดขึ้น.  มีคำจำกัดความย่อ ๆ ว่า  กฺริยํ  อาจิกฺขตีติ อาขฺยาตํ ศัพท์ที่กล่าวกิริยา ชื่อว่า อาขยาต.

๓๐ กริยาบท

๙ กริยาบท
            ธรรมดา คำนามทุกชนิด ที่เป็นชื่อเรียกบุคคล สัตว์ สถานที่ วัตถุต่าง ๆ เป็นต้นนั้น ย่อมแสดงอาการต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา เช่น คน ต้องมีการกิน, ดื่ม, ทำ, พูด คิด, ยืน, เดิน, นั่ง, นอน และพักผ่อนร่างกาย. แม้สัตว์ทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น. ฝ่ายสถานที่ และวัตถุต่าง ๆ นั้นเล่า ก็ย่อมมีการแสดงอาการเหมือนกัน เช่น ตั้งอยู่, มีสภาพอย่างไร ดังนี้เป็นต้น อาการเหล่านั้น เรียกว่า กิริยา. ส่วนคำพูดที่แสดงกิริยาอาการเหล่านั้น ตามหลักไวยากรณ์เรียกว่า คำกริยา หรือในที่นี้จะเรียกว่า กริยาบท เพราะคำกริยาที่สามารถนำไปใช้ในประโยคคำพูดได้นั้น ต้องประกอบเป็นบทโดยการลงวิภัตติและปัจจัย. ก็อะไร คือ คำกริยา อะไรคือ วิภัตติ และ ปัจจัย และมีการประกอบขึ้นใช้อย่างไรนั้น พึงทราบเนื้อความไปตามลำดับดังต่อไปนี้

๒๙ ภาคกริยาของประโยค

บทที่ ๓ ภาคกริยาของประโยค
            ในบทที่แล้ว เราได้เรียนรู้คำศัพท์ต่าง ๆ ที่ประกอบกับวิภัตติเป็นบทและการนำบทเหล่านี้ มาเชื่อมกัน โดยใช้วิภัตติซึ่งมีอายตนิบาตต่าง ๆ เป็นตัวเชื่อม. ก่อนอื่น พึงทราบทางมาแห่งคำพูดในภาษาบาลีเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อย

๒๘ ประโยคลิงคัตถะ และแบบฝึกหัดทบทวน

ประโยคลิงคัตถะ
         ประโยคลิงคัตถะ หมายถึง ประโยคที่ยังไม่มีกริยาบท. และตัวบทประธานประกอบด้วยปฐมาวิภัตติไว้เพียงเพื่อรักษาความเป็นบทไว้และสื่อความหมายเดิมของนามศัพท์เท่านั้น. ความจริงยังไม่นับเป็นประโยคที่สมบูรณ์ เพราะแม้จะมีบทประธานแล้วก็ตาม แต่บทประธานนั้น ยังมิได้มีความเกี่ยวข้องกับบทกริยา ไม่ว่าจะในหน้าที่ใด ๆ เช่น เป็นบทกัตตา (ผู้กระทำกริยา) หรือ เป็นบทกรรม (ผู้ถูกกระทำ). บทประธานในที่เช่นนี้แหละ เรียกว่า ลิงคัตถะ เพราะทำหน้าที่กล่าวเพียงอรรถเดิมของคำนาม ไม่เกี่ยวข้องกับกริยาบท. แต่อนุโลมเรียกว่า ประโยค เพราะเป็นกลุ่มคำที่แสดงความหมายและจุดประสงค์ เช่นเดียวกับประโยคที่มีกริยาบทได้. แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับหลักภาษาไทย คำว่า ประโยคลิงคัตถะ นี้น่าจะตรงกับคำว่า วลี ซึ่งเป็นกลุ่มคำที่เรียงติดต่อกันอยู่เป็นระเบียบและมีกระแส ความเป็นที่หมายรู้กันได้ แต่ยังไม่เป็นประโยคสมบูรณ์. ต่อเมื่อมีกริยาบทมาคุมเข้าจึงจะถือว่า มีความหมายสมบูรณ์ จัดเป็นประโยคได้.

****

๒๗ อาธารบท (บทลงสัตตมีวิภัตติ)

๓. อาธารบท
         คำนามเดิมที่ประกอบด้วย สฺมึ หรือ สุ สัตตมีวิภัตติแล้วมีความหมายว่าเป็นสถานที่อยู่ภายใน (คือปิดบัง) , เป็นที่อาศัย, เป็นที่ปะปน, เป็นที่รองรับ หรือ เป็นที่ใกล้ อย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อาธารบท.
อาธารบท
         คำว่า อาธาระ ได้แก่ ที่ตั้ง ดังคำจำกัดความย่อๆ ว่า อาธารียตี อสฺมินฺติ อาธาโร, อธิกรณํ. อ.กิริยา ย่อมตั้งอยู่ ในบทนี้ เหตุนั้น อ. บทนี้ ชื่อว่า อาธาระ ได้แก่ ที่ตั้ง. อธิบายได้ว่า เป็นที่ตั้งอยู่ของกิริยา คือ การนั่ง การมีอยู่ เป็นต้น แห่งนามบทที่เป็นบทประธาน ซึ่งถูกกล่าวในประโยคนั่นเอง. คำว่า ที่ตั้งอยู่ของกิริยาแห่งนามบท ได้แก่ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นสถานที่ตั้งของเจ้าของกิริยานั้นนั่นเอง เพราะแม้จะกล่าวพาดพิงสถานที่อาศัยว่า เป็นที่ตั้งของกิริยา ก็ย่อมเป็นอันหมายความไปถึงผู้เป็นเจ้าของกิริยา ผู้ที่อาศัยอยู่ นั่นเอง เพราะกิริยาย่อมตั้งอยู่ในผู้กระทำกิริยา ไม่ตั้งอยู่ในสิ่งอื่นๆ. จึงกล่าวได้โดยเป็นที่เข้าใจกันว่า เป็นที่ตั้งของนามบทนั่นเอง.

๒๖ สัมพันธบท (บทลงฉัฏฐีวิภัตติ)

๒. สัมพันธบท
            นอกจากวิเสสนบทจะเป็นบทขยายประธานแล้ว แม้คำนามเดิมที่ประกอบด้วย ส หรือ นํ ฉัฏฐีวิภัตติ ก็ยังสามารถเป็นบทขยายได้อีกด้วยโดยลักษณะที่มีความเกี่ยวเนื่องอยู่กับบทอื่น เรียกว่า สัมพันธบท  .